นนทบุรี พ่อพาลูกสาวร้อง “ดร.แก้ว” ถูกขาใหญ่ อ้างชื่อ “บ้านท่าทราย” ข่มขู่ก่อนรุมสาววัย 16 ปี จับถอดเสื้อ-กักขัง ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 มิ.ย. 69 นายกฤษณะ อายุ 34 ปี บิดาของ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี เดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือกับ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี ,ประธาน กต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์ และผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังลูกสาวพร้อมเพื่อนรวม 4 คน อ้างว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน ซึ่งอ้างตัวเป็นคนบ้านใหญ่ย่านท่าทราย รุมทำร้ายร่างกาย กักขัง และพยายามถอดเสื้อกลางซอยนนทบุรี 23 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี จนต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เหตุเกิดวันที่ 29 พ.ค. 69 เวลา 21.00 น.
น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างเพื่อนของตนชื่อ “เนม” กับหญิงสาวชื่อ “นิว” ซึ่งอยู่ในซอยดังกล่าว โดยก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 สัปดาห์ ตนเคยขับขี่รถจยย.ไปรับเพื่อนในซอย และมีการมองหน้ากันจนเกิดปากเสียงกับฝั่งคู่กรณี เพราะอีกฝ่ายทราบว่าตนเป็นเพื่อนของคนที่มีปัญหากัน
กระทั่งวันเกิดเหตุ น.ส.นิวได้ทักข้อความผ่านอินสตาแกรม นัดให้เข้าไปพูดคุยเคลียร์ปัญหาที่บ้าน ตนจึงชวนเพื่อนไปด้วยประมาณ 5 คน ขับขี่รถจยย.เข้าไปในซอยเพื่อเจรจา แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบน.ส.นิว จึงสอบถามบุคคลในบ้าน กระทั่งทราบว่าเป็นพ่อของน.ส.นิว ก่อนที่แม่ของน.ส.นิว จะออกมาพูดคุยและพยายามไกล่เกลี่ย พร้อมขอให้กลับมากันใหม่ในวันรุ่งขึ้น
แต่ระหว่างนั้น ชายคนหนึ่งชื่อ “นายต๋อย” ซึ่งคาดว่าอาศัยอยู่บ้านฝั่งตรงข้าม ได้เดินออกมาด่าทอด้วยถ้อยคำท้าทาย อาทิ “มองหน้ากูทำไม กูไม่ใช่เพื่อนเล่นมึงนะ จะลองกับกูไหม รู้จักบ้านท่าทรายป่าว” ก่อนจะเดินปรี่เข้ามาตบเพื่อนของตนที่ยืนอยู่ด้านหลังแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
น.ส.เอ กล่าวต่อว่า ขณะนั้นตนกำลังใช้โทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ จึงรีบหยุดถ่ายแล้วเข้าไปช่วยเพื่อนด้วยการถีบชายคนดังกล่าว ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย เมื่อชายชื่อ “นายยัน” ซึ่งมีรอยสักทั่วตัว เข้ามากระชากคอเสื้อและตบหน้าตน ขณะที่ชายชื่อ “นายดุ๋ม” ซึ่งเป็นพ่อของนายยัน ก็เข้ามาร่วมรุมทำร้ายอีกคน ทำให้ตนต้องวิ่งหนีออกมาที่กลางซอยเพื่อเอาชีวิตรอด
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคู่กรณีไม่ยอมหยุด โดยนายยันพร้อมพวกรวมหลายคนยังวิ่งตามมารุมทำร้ายซ้ำกลางซอย พร้อมทั้งถอดเสื้อยืดของตนออก พยายามดึงเสื้อชั้นในและพยายามเปิดหน้าอก ท่ามกลางสายตาผู้คนในละแวกดังกล่าว โชคดีที่เพื่อนสามารถนำเสื้อกลับมาใส่ให้ได้
น.ส.เอ เล่าต่อว่า ระหว่างพยายามวิ่งหลบหนี ได้ขอความช่วยเหลือจากชาย 2 คน ที่เดินผ่านบริเวณนั้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยว จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คน ยังวิ่งไล่ตามและรุมทำร้ายอีกระลอก ตนจึงได้แต่ก้มหน้าและพยายามป้องกันตัว ก่อนจะอาศัยจังหวะหลบหนีออกจากซอย วิ่งข้ามถนนไปเรียกรถที่ผ่านมาช่วยพาส่งบ้านพ่อ
ขณะเดียวกัน โทรศัพท์มือถือและรถจยย.ของตนยังคงอยู่ในจุดเกิดเหตุ พร้อมเพื่อนอีก 3 คนที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุควบคุมตัวไว้ ไม่ยอมให้กลับบ้าน โดยเพื่อนพยายามจะขับขี่รถจยย.ออกมาแต่ถูกยึดกุญแจและสกัดไม่ให้ไปไหน จนกระทั่งพ่อของตนเดินทางมาถึงพร้อมแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือ
สำหรับอาการบาดเจ็บ ตอนนี้มีบาดแผลบริเวณเบ้าตาขวา ปากแตก และมีรอยแดงช้ำบริเวณต้นแขนด้านซ้ายใกล้รักแร้จากการถูกกระชากและพยายามถอดเสื้อ แม้บาดเจ็บไม่สาหัส แต่สภาพจิตใจยังคงหวาดกลัว โดยเฉพาะเรื่องอิทธิพลในพื้นที่ เนื่องจากชายชื่อ “นายต๋อย” เป็นบุคคลที่มีคนเกรงใจจำนวนมาก ทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งยังต้องใช้เส้นทางดังกล่าวเดินทางไปเรียนหนังสือเป็นประจำ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามคดีและดูแลความปลอดภัย
ด้านนายกฤษณะ ผู้เป็นพ่อ กล่าวว่า หลังลูกสาววิ่งหนีตายกลับมาถึงบ้านและเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ตนรีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุทันที พบกลุ่มคู่กรณีอยู่ในพื้นที่ จึงสอบถามถึงสาเหตุที่รุมทำร้ายลูกสาวและเพื่อน ก่อนประสานตำรวจสภ.รัตนาธิเบศร์ เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กทั้งหมดออกมาอย่างปลอดภัย
นายกฤษณะ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามกลุ่มผู้ก่อเหตุอ้างว่าเด็กกลุ่มนี้ “ปากแจ๋ว” จึงลงมือทำร้าย แต่ตนมองว่าไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะการรุมทำร้ายเด็กผู้หญิงและการกักขังไม่ให้กลับบ้าน พร้อมทั้งมีการประกาศศักดาอ้างความใหญ่โตของกลุ่มตนในพื้นที่ จึงตัดสินใจพาลูกสาวเข้าร้องเรียนต่อ ดร.แก้ว เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกที่ต้องเดินทางไปเรียนและทำงานทุกวัน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด
ด้าน ดร.แก้ว เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายแล้ว และได้ประสานไปยังรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ซึ่งทางตำรวจรับปากจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว
ดร.แก้ว กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ผู้เสียหายร้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรุมทำร้าย กักขัง หรือพยายามถอดเสื้อเด็กผู้หญิงกลางซอย ถือเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรง และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน พร้อมฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาแสดงความรับผิดชอบและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนที่คดีจะบานปลายไปมากกว่านี้


















































