วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

### ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ###

สำนักงานหนังสือพิมพ์ทันใจนิวส์

### ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ###



ถ้าปลาหมอคางดำในไทยมี DNA ไม่เหมือนกันทั้งหมด​คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่
"ปลามาจากไหน?"
แต่ต้องถามต่อว่า
"เข้ามากี่ครั้งและเดินทางต่ออย่างไร?"
เมื่อหลักฐานทางพันธุกรรมเริ่มขี้ภาพการระบาดที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
และชี้ว่า
"ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว"
DNA​ กำลังบอกอะไรเรา?
ตลอดหลายปี​ที่ผ่านมา​คำถามเรื่อง
"ต้นตอปลาหมอคางดำ"
กลายเป็นหนึ่งในปริศนาที่สังคมไทย​ยังหาคำตอบร่วมกันไม่ได้
ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร
ใครนำเข้ามา หลุดออกจากระบบเมื่อใด​และเหตุใดจึงแพร่กระจายไปได้ไกล​ถึง​หลายจังหวัด?
คำตอบที่พูดถึงมีหลายแนวทาง​แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิทยาศาสตร์คือ DNA ของปลา
เพราะ DNA ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกว่า​ "​ปลาตัวนี้เป็นปลาหมอคางดำ" ​แต่ยังสามารถใช้เปรียบเทียบความสัมพันธ์​ระหว่างประชากรปลาในแต่ละพื้นที่เพื่อดูว่าปลาเหล่านั้นมีความใกล้ชิดกันมากน้อยเพียงใด​และอาจมีประวัติการเคลื่อนย้ายอย่างไร​
พูดง่ายๆ​คือ​ถ้าปลาจากคนละพื้นที่มีรูปแบบพันธุกรรมเหมือน​หรือแตกต่างกัน
ข้อมูลเหล่านี้​สามารถ
ต่อจิ๊กซอว์ เส้นทางการแพร่กระจายได้
และนี่คือเหตุผลว่า​ ทำไมเรื่องนี้ต้องดูถึงระดับ DNA
เพราะ
"ข้อสันนิษฐาน"
กับ
"ข้อ​ค้นพบทางวิทยาศาสตร์" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
​ยิ่งตรวจยิ่งเห็นว่า DNA ไม่ได้มีแบบเดียว​
​งานวิจัยล่าสุดเรื่อง​ Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invaive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand







จัดทำโดยคณะนักวิจัยจาก​ สถาบันทรัพยากรทางน้ำ​ และคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งตีพิมพ์ไว้ในวารสาร
Aquaculture Reports
ศึกษาตัวอย่างปลาหมอคางดำถึง 466 ตัวอย่าง​ จาก 20 พื้นที่
นักวิจัยพบ 19​ haplotypes
หรือรูปแบบพันธุกรรมและในจำนวนนี้มีถึง 13​ ​รูปแบบที่พบเฉพาะบางพื้นที่
ความหมายจึงไม่ได้อยู่แค่คำว่า  "DNA ต่างกัน"  ​แต่ต้องถามต่อว่าต่างกันอย่างไร​และรูปแบบความแตกต่างนั้นกำลังบอกอะไร?
หากปลาหมอคางดำทั้งหมดในประเทศไทย​มาจากแหล่งเดียว​หลุดออกมาจากประชากรตั้งต้นเพียงกลุ่มเดียวแล้วค่อยๆแพร่ขยายต่อกันมาเราคาดหวังว่าจะเห็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวมากกว่า
แต่สิ่งที่พบกับมีความหลากหลายทางพันธุกรรม​และมีรูปแบบเฉพาะพื้นที่หลายรูปแบบ

นักวิจัยจึงต้องวิเคราะห์ต่อ​ทั้งเครือข่าย​  haplotype ​และความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการก่อนพบความเชื่อมโยงกับประชากรธรรมชาติจากแอฟริกาตะวันตกหลายกลุ่ม
ทั้งกานา โกตดิวัวร์ ​รวมถึงข้อมูลจาก โตโก​และเบนิน​
ข้อมูลเหล่านี้จึงสนับสนุนสมมติฐานสำคัญว่า​ 
ปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวหรือแหล่งเดียว
แต่มีความเป็นไปได้ของ​ multiple introductions
หรือการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง

​ไม่ใช่แค่​ "มาจากไหน"... แต่   ​"ถูกพาไปไหนก็สำคัญ" ก็สำคัญ

เรื่องที่น่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่ต้นทางต่างประเทศ​  ​เพราะงานวิจัยยังพบว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของปลา​ในบางพื้นที่ไม่ได้เรียงตัวตามระยะทางภูมิศาสตร์อย่างง่าย
ตัวอย่าง 1 คือประชากรจากสมุทรสงครามซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพบการรุกรานครั้งแรกมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างชัดเจนจากประชากรในเพชรบุรีแม้พื้นที่จะมีระบบน้ำเชื่อมต่อกัน
ขณะเดียวกันพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลกันกลับพบรูปแบบพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกัน
นี่จึงเปิดอีกคำถามใหญ่




ถ้าปลาไม่ได้แพร่ไปตามธรรมชาติอย่างเดียว ​แล้วใครหรืออะไรเป็นตัวพามันเคลื่อนที่ ?  
นักวิจัยเสนอหลักฐานที่สอดคล้องกับแนวคิด
human-mediated secondary introduction ​หรือการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ภายในประเทศภายหลัง
โดยเฉพาะการพบ​ haplotype​ เดียวกันในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้​ซึ่งอยู่ห่างไกลกัน
DNA จึงไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำ ​แต่กำลังบอกว่าเส้นทางการแพร่กระจายอาจซับซ้อนกว่าการว่ายน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

​แล้วผลของกรมประมงบอกอย่างไร ?
เมื่อย้อน​กลับไปดูงานศึกษาของกรมประมงก็พบภาพที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
งานวิจัยปี 2563 ซึ่งใช้​เครื่องหมายพันธุกรรม
microsatellite 5 ตำแหน่ง
พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจากระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุดสงครามเพชรบุรีชุมพรและประจวบคีรีขันธ์อย่างชัดเจน​พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจาก​ ระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุทรสงคราม​ เพชรบุรี​ ชุมพร​ และประจวบคีรีขันธ์  อย่างชัดเจน
ต่อมางานของกรมประมงปี 2565​ ​ซึ่งตรวจ​ mitochondrial DNA​  บริเวณ​ D-loop จาก​ 125 ตัวอย่าง​ พบ​ 15​ ​haplotypes
ทั้งรูปแบบที่พบหลายจังหวัดและรูปแบบเฉพาะบางพื้นที่
นั่นหมายความว่าแม้การศึกษาจะใช้วิธีและจำนวนตัวอย่างแตกต่างกันแต่มีข้อเท็จจริง หนึ่ง ที่น่าสนใจร่วมกัน
ปลาหมอคางดำในประเทศไทย​ไม่ได้มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกันทั้งหมด
นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง
เพราะงานวิจัยแต่ละฉบับอาจตีความเรื่อง​ "​​แหล่งกำเนิด"
แตกต่างกันขณะที่งานล่าสุดซึ่งมีตัวอย่างมากขึ้นและเปรียบเทียบ​กับประชากรจากต่างประเทศสนับสนุนสมมติฐานเรื่อง การนำเข้าหลายครั้ง มากกว่าแหล่งเดียว​ 
ดังนั้นสิ่งที่ DNA ยืนยันได้กับสิ่งที่เราอนุมาน​จาก DNA จึงต้องแยกออกจากกัน
และนี่อาจเป็นคำถาม
ใหญ่กว่าปลาหมอคางดำ
หากการแพร่ระบาดไม่ได้มีเพียงเส้นทางธรรมชาติและ​มีหลักฐานที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์
คำถามต่อไปจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่
"​ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ ​?"
แต่ต้องขยายไปถึงระบบทั้งหมดว่า​ประเทศไทยมีช่องโหว่ตรงไหน​ในการนำเข้าซื้อขายครอบครองและเคลื่อนย้ายสัตว์ต่างถิ่น ​?
เพราะปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่บทเรียนแรกของไทย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดถูกนำเข้ามาเพื่อการค้าการเลี้ยง​หรือวัตถุประสงค์อื่น​ ​ก่อนบางชนิดจะหลุดรอดและกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศ
ดังนั้น​  ​ปริศนาปลาหมอคางดำจึงอาจไม่ได้มีคำตอบแค่เรื่อง "ต้นทาง"
แต่กำลังพาเราไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า
"​เราปล่อยให้สิ่งมีชีวิตจากต่างถิ่นเดินทางเข้าประเทศ และเดินทางต่อภายในประเทศได้อย่างไร​ ?"
เพราะหาก DNA กำลังบอกว่า ​"ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ​สิ่งที่ประเทศไทยต้องถอดรหัสต่อไม่ใช่เพียง DNA ของปลา ​แต่​คือเส้นทางการนำเข้าการเคลื่อนย้าย​และช่องโหว่ของระบบที่ทำให้การระบาดเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก
และคำตอบสุดท้ายว่า
ใครนำเข้า​เมื่อใดและนำเข้ากี่ครั้ง​  ​ยังคงต้องใช้หลักฐานอีกหลายด้าน​ทั้งเอกสารเส้นทางการค้าพยานและข้อมูลจากการบังคับใช้กฎหมาย​มาประกอบกับหลักฐานทางพันธุกรรม
เพราะ DNA อาจบอกเส้นทางของปลาได้แต่ไม่ได้บอกชื่อคน
และนั่นคือเหตุผลที่ปริศนาปลาหมอข้างดำยังไม่จบแค่ผลตรวจ​ DNA

#ปลาหมอคางดำ​ #DNA  #งานวิจัย​ #วิจัย

โพสต์ข่าวแนะนำ

### ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ###

สำนักงานหนังสือพิมพ์ทันใจนิวส์ ### ถอดรหัสDNA​ปลาหมอคางดำ​ "​ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว" ### ถ้าปลาหมอคางดำในไทยมี DNA ไม่เหมือนกั...

ข่าวดัง ยอดนิยม คนสนใจ

ข่าวดังรายสัปดาห์ HOT NEWS